หาลีดลูกค้า, รายชื่อลูกค้า, รายชื่อเบอร์โทร

หาลูกค้าง่ายๆ ด้วย 10 วิธีหาลีดลูกค้า ผ่านหน้าจอก็เจอกลุ่มเป้าหมายได้

การ หาลีดลูกค้า หรือข้อมูลของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพื่อให้บริษัทห้างร้านนำเสนอสินค้าหรือบริการ เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำธุรกิจที่ทุกบริษัทนิยมทำกัน แต่การใส่ปุ่ม “คลิกเพื่อส่งอีเมล” ไว้เฉยๆ อาจไม่ช่วยหาข้อมูลลูกค้าเข้าบริษัทได้มากพอ

ทีมการตลาดและออกแบบดีไซน์จึงต้องร่วมมือกันสร้างกลยุทธ์ที่ทำให้ลูกค้ามอบข้อมูลให้ มาดูไอเดียการหาลีดลูกค้าด้วยเว็บไซต์ของเราเองและบนโลกอินเตอร์เน็ตที่ง่ายและได้ผลดีจริง ที่สำคัญคือ นำไปปรับใช้ได้ในทุกธุรกิจด้วย

ลีดนี้..มาจากไหน

ก่อนจะไปดูวิธีหาลีดลูกค้า มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับลีดลูกค้า และขั้นตอนต่างๆ กันก่อน คำว่า ลีด (Lead) หรือลีดลูกค้า ในแง่ของการตลาด แปลว่า ข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายที่บริษัทสามารถนำไปติดต่อเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ และเปลี่ยนให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น กลายเป็นลูกค้าจริงๆ ของเราได้

ขั้นตอนหาลีดลูกค้า เริ่มจากเมื่อผู้เข้าชมเว็บไซต์คลิกเข้าไปที่ปุ่ม Call to Action (CTA) เพื่อสมัครรับข้อมูล ซึ่งอยู่บนหน้าเว็บเพจ จากนั้นปุ่ม CTA จะนำผู้เข้าชมเว็บฯ ไปสู่หน้าแบบฟอร์มกรอกข้อมูลติดต่อ

แบบฟอร์มอาจจะมีให้กรอก ชื่อ อีเมล ชื่อบริษัท จุดประสงค์ในการชมเว็บ ฯลฯ เมื่อผู้เข้าชมเว็บกรอกเสร็จแล้วก็กดส่งฟอร์มนั้น ซึ่งทางเว็บฯ อาจแสดงหน้าขอบคุณผู้เข้าชมเว็บหรือให้เช็คกล่องรับอีเมลเพื่อกดยืนยันการรับข้อมูล หรืออีกหลายวิธีที่ทำเพื่อยืนยันตัวตนและสร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มเป้าหมาย

แต่ผู้เข้าชมเว็บจะสนใจในข้อมูลหรือข้อเสนอของเรา จนยอมมอบข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลติดต่อให้หรือไม่ ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับการทำเว็บและเทคนิคการค้นหาของเรา ซึ่งทำได้ทั้งจัดการเว็บไซต์ตัวเองกับการค้นหาจากข้างนอก มาดูกันว่ามีวิธีไหนที่ใช้ได้ดีบ้าง

หาลีดลูกค้า, รายชื่อลูกค้า, รายชื่อเบอร์โทร

หาลีดลูกค้า จากเว็บไซต์ของเรา

1. ใส่แบบฟอร์มขอข้อมูลบนหน้าเว็บเพจที่มียอดเข้าชมเยอะ

เว็บไซต์ที่มีการปรับปรุงดูแลอยู่ตลอด ย่อมมีหน้าเว็บเพจฯ หรือพื้นที่ของเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากกว่าหน้าอื่นเป็นพิเศษ เช่น หน้าแรก, บล็อกออนไลน์ หรือแม้แต่โซเชียลมีเดีย ซึ่งมีวิธีประเมินคร่าวๆ ดังนี้

  • ดูข้อมูลใน Google Analytics เช่น ยอดเข้าชม, เวลาที่อยู่บนหน้าเว็บเพจ, จำนวนหน้าเว็บเพจที่เข้าชม หากเป็นโซเชียลมีเดียก็ดูจากยอด engagement
  • ใช้เว็บไซต์วิเคราะห์หน้าเว็บเพจโดยเฉพาะ เช่น Website Grader, CrawlerFX
  • ทำตารางเปรียบเทียบข้อมูลหน้าเว็บเพจ ตัวอย่างเช่น เปรียบเทียบหน้าเว็บเพจ A และ B

หาลีดลูกค้า, รายชื่อลูกค้า, รายชื่อเบอร์โทร

จากข้อมูลนี้จะสังเกตเห็นได้ว่า หน้าเว็บเพจ B สามารถดึงดูดให้คนกรอกข้อมูลเป็นลีดมากกว่าหน้าเว็บเพจ A

จากข้อมูลนี้ ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถทดลองติดตั้งฟอร์มขอข้อมูลผู้เข้าชมในหน้าเว็บเพจ B (จุดยอดนิยมคือ ช่วงกลางๆ ของหน้าเว็บเพจ หรือจับจากเวลาที่ใช้งานบนเว็บไซต์) ที่มีผลตอบรับดี และวิเคราะห์ข้อดีของหน้า B เพื่อมาปรับใช้กับหน้าเว็บฯ อื่น

2. ใส่ปุ่ม CTA ขอข้อมูลในหน้า Homepage

ทุกเว็บไซต์ให้ความสำคัญกับหน้าแรกหรือหน้า Homepage มากที่สุด เพราะเป็นหน้าหลักและเป็นศูนย์รวมของหน้าเว็บเพจอื่นๆ จึงทำให้โดยปกติแล้ว หน้า Homepage เป็นหน้าที่ถูกค้นเจอในระบบค้นหาและคลิกเข้ามาชมมากที่สุดหน้าหนึ่ง ฉะนั้น ไม่ว่าหน้า Homepage ของคุณมีปุ่ม CTA อะไร ขอให้ปุ่มนั้นเก็บข้อมูลลีดลูกค้ามาด้วย

3. ใช้ระบบแชต (Chatting bot)

ความเข้าใจส่วนมากของธุรกิจคือ ระบบแชตจำเป็นเฉพาะกับเว็บไซต์ที่รุกสร้างยอดขายอย่างเดียว แต่ที่จริง ระบบแชตช่วยแนะนำสินค้าหรือบริการได้ด้วย ซึ่งการทำหน้าที่เป็นคลังข้อมูล ช่วยให้ได้ข้อมูลติดต่อของกลุ่มเป้าหมายมาด้วยเช่นกัน

การติดตั้งระบบแชตอาจจะทำที่หน้าเว็บเพจที่ดูลูกค้าต้องการข้อมูลหรือความช่วยเหลือมากเป็นที่ต้นๆ เช่น คำถามที่พบบ่อย หรือ FAQ ซึ่งนอกจากจะมีโอกาสได้ข้อมูลลูกค้ามาอย่างง่ายๆ แล้ว ระบบแชตยังเป็นส่วนที่บริษัทสามารถเก็บ insight หรือความต้องการจริงๆ ของลูกค้าได้ด้วย

ทั้งนี้ระบบแชตไม่จำเป็นต้องเป็นระบบอัตโนมัติเสมอไป บริษัทสามารถเชื่อมระบบให้แผนกบริการลูกค้าสามารถร่วมตอบคำถามหรือข้อสงสัยให้ลูกค้าได้ ซึ่งจะยิ่งช่วยให้บริษัทสามารถตอบรับได้ทุกความต้องการของลูกค้าแบบมีข้อติดขัดน้อยที่สุด

4. ปรับปรุงระบบ CTA ให้ดูเชิญชวนกับผู้ใช้งาน

ประสบการณ์หรือความรู้สึกของผู้เข้าชมเว็บไซต์จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พวกเขาพบเห็น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่สะดุดตาหรือเนื้อหาที่ตอบโจทย์การค้นหาของพวกเขา พนักงานขายแต่ละคนมีวิธีการพูดให้คนซื้ของได้แตกต่างกันมากน้อยฉันใด ปุ่ม CTA ก็มีความสามารถได้ฉันนั้น

เราสามารถปรับปุ่ม CTA บนเว็บไซต์ ให้เรียกความสนใจผู้ใช้งานได้มากกว่าแค่ใช้คำว่า “คลิก” หรืออาจจะปรับปุ่ม CTA ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้สามารถเพิ่มคำเชิญชวนได้มากขึ้น หรืออาจจะเปลี่ยนทักทายทั่วไปเป็นข้อความต้อนรับแบบเรียกชื่อลูกค้าหากสมาชิกเว็บไซต์กดล็อกอินเข้าใช้งาน

หาลีดลูกค้า, รายชื่อลูกค้า, รายชื่อเบอร์โทร

5. แสดง popup เมื่อผู้ใช้งานเปิดหน้าเว็บเพจสักพักแล้ว

การที่ผู้ใช้งานเปิดหน้าเว็บเพจใด แล้วใช้เวลาอยู่บนหน้านั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง บ่งบอกได้ว่า เขากำลังสนใจหรือศึกษาข้อมูลหน้านั้นๆ อยู่ หากเราจะใช้โอกาสนี้นำเสนอข้อมูลหรือข้อเสนอที่น่าสนใจเพื่อเก็บลีดลูกค้า ก็เป็นวิธีที่สามารถทำได้

popup ควรแสดงขึ้นมาหลังจากที่ผู้ใช้งานเปิดหน้าเว็บเพจนั้นได้สักระยะแล้ว เช่น ครึ่งหนึ่งของเวลาใช้งานเว็บเพจโดยเฉลี่ย (หาข้อมูลนี้ได้ใน Google Analytics) หรือผ่านไปสัก 15-20 วินาที สำหรับหน้าเว็บไซต์ให้ข้อมูลทั่วไป

popup ไม่ควรรบกวนสายตาของผู้ใช้งาน เพราะความสนใจหลักของเขากำลังอยู่ที่เว็บเพจที่เปิดขึ้นมา หาก popup บดบังสิ่งที่เขามองอยู่ ก็อาจทำให้ผู้ใช้งานปิดจอ popup ก่อนจะได้อานข้อความที่อยู่บน popup หรืออาจถึงขั้นปิดเว็บเพจนั้นไปเลยหรือไวขึ้น

6. แสดง popup ทักผู้ใช้งานก่อนปิดหน้าต่าง

กว่าผู้ใช้งานจะมาเจอหน้าเว็บเพจหรือเว็บไซต์ของเรา มันมีขั้นตอนการสร้างเส้นทางอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO, SEM หรือแม้แต่การโฆษณานอกเว็บไซต์ เช่น การจ้างพรีเซนเตอร์ การโฆษณาทางสื่ออื่น

ดังนั้น ทำไมเราถึงจะไม่ทำอะไรสักอย่างถ้าเขาจะไปจากเว็บไซต์ของเรา? ซึ่งวิธียอดนิยมคือ การทำ popup ทักผู้ใช้งานก่อนปิดหน้าเว็บไซต์ของเรา ตัวอย่างการทักถามอาจจะเป็น การขอบคุณและสอบถามว่า ผู้ใช้งานได้สิ่งที่ต้องการหรือไม่ ถ้าไม่ ผู้ใช้งานต้องการอะไร แล้วให้เขาทิ้งอีเมลหรือหมายเลขโทรศัพท์เพื่อติดต่อเอาไว้ แล้วให้สัญญาว่าจะตอบกลับภายในระยะเวลาเท่าไหร่ เพื่อตอบข้อสงสัยที่แจ้งมา

วิธีนี้นอกจากตอบโจทย์ความต้องการได้แล้ว ยังเป็นการแสดงถึงความใส่ใจของบริษัทได้ด้วย แม้ว่าตอนนี้ ผู้ใช้งานอาจจะยังไม่เป็นลูกค้าของเรา แต่เขาจะจดจำเราในฐานะบริษัทที่ใส่ใจคน

หาลีดลูกค้า จากนอกเว็บไซต์

1. เว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมาย

เว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมายเป็นที่ๆ ง่ายที่สุดในการติดต่อลูกค้า หน้าเว็บเพจที่มักมีข้อมูลเหล่านั้นอยู่เช่น หน้าติดต่อ (Contact Us), หน้าทีมงาน (About Us/Our Team)

2. เว็บหาอีเมล

ปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่อุทิศเพื่อการหาอีเมลขึ้นมาแล้ว ซึ่งทำให้เราได้ช่องทางการติดต่ออย่างง่ายดายเพียงไม่กี่วินาที เว็บเหล่านี้ที่น่าสนใจก็เช่น

หาลีดลูกค้า, รายชื่อลูกค้า, รายชื่อเบอร์โทร

วิธีใช้ Hunter คือ ใส่โดเมนของเป้าหมายที่ต้องการค้นหา เช่น softsq.com แล้วกด ‘Find email addresses’ เพียงเท่านี้อีเมลต่างๆ ที่ใช้โดเมนนี้ก็จะขึ้นมา หากสมัครใช้งาน Hunter แบบฟรีจะได้สิทธิค้นหาอีเมลฟรี 50 ครั้งต่อเดือน

หาลีดลูกค้า, รายชื่อลูกค้า, รายชื่อเบอร์โทร

Find That Email เป็น extension ที่ติดตั้งในบราวเซอร์ ที่สามารถดึงอีเมลของคนที่เราต้องการได้ผ่านหน้าโปรไฟล์โซเชียลมีเดียของเขา ตัว extension ค่อนข้างได้รับการยอมรับจากบริษัทหรือฝ่ายการตลาดอย่างมาก ข้อดีของมันคือ สามารถเจาะจงได้เลยว่า ต้องการอีเมลติดต่อของใคร

3. โซเชียลมีเดียของกลุ่มเป้าหมาย

ในกรณีที่รู้แล้วว่า คนที่อยากติดต่อไปหาเป็นใคร เราเพียงแค่ค้นหาชื่อของคนนั้นใน Google และหาบัญชีโซเชียลมีเดียเหล่านั้น

ทำไมต้องโซเชียลมีเดีย? เพราะโซเชียลมีเดียช่วยยืนยันช่องทางติดต่อปัจจุบันของเป้าหมายได้ เพราะปกติแล้ว ผู้คนมักอัพเดตข้อมูลบนโซเชียลมีเดียของตัวเองเสมอ จึงเป็นไปได้สูงที่เราจะได้ข้อมูลติดต่อที่เป็นปัจจุบันที่สุดของเป้าหมาย

โซเชียลมีเดียที่มักมีข้อมูลติดต่อที่เป็นทางการและใช้งานได้ ได้แก่ LinkedIn, Twitter, Facebook เป็นต้น

4. คาดเดา

หากลองทุกวิธีแล้ว หรือไม่สามารถใช้วิธีที่แนะนำข้างต้นได้ ลองเดาดูสักตั้งสิ! การคาดเดาและลองค้นหาเมลของเป้าหมายอาศัยแค่โดเมนเมลของบริษัทกับการเดาว่า เป้าหมายจะใช้ชื่ออีเมลทางการว่าอะไร ซึ่งส่วนมากคือ ชื่อ, ชื่อและนามสกุล

วิธีเดาแล้วเสี่ยงส่งแบบนี้ หากชื่ออีเมลไม่ปรากฎ ผู้ส่งจะได้รับแจ้งอีเมลเด้งกลับโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าไม่มีก็แสดงว่าอีเมลส่งไปถึงใครสักคนแล้ว ซึ่งอาจหมายถึงบุคคลเป้าหมายของเราก็ได้

อย่างไรก็ตาม นี่ควรเป็นวิธีสุดท้ายที่เลือกทำ แต่หาไม่พบวิธีอื่นที่ใช้ได้ วิธีเดาอีเมลก็น่าลอง ผลตอบรับเลวร้ายที่สุดก็มีเพียงแค่อีเมลเด้งกลับมา ซึ่งถ้าผลลัพธ์แย่สุดมีแค่นี้ ลองเสี่ยงดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย

รู้ทันกฎหมายคุ้มครองข้อมูล

การค้นหาอีเมลของผู้คนเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ต้องเข้าใจกติกาของวิธีค้นหาและวิธีใช้ข้อมูลว่า ธุรกิจมีสิทธิเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลอะไรและอย่างไร เพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิและกฎหมายคุ้มครองบุคคล

สำหรับประเทศไทย เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานและกิจการ ที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2563 เมื่อช่วงเดือนพ.ค. 2563 ที่ผ่านมา

สาระสำคัญของการประกาศครั้งนี้ได้ข้อสรุปว่า กฎหมายเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. 2563 แต่ยกเว้น 22 กิจการต่อไปนี้ ให้เลื่อนไปบังคับใช้วันที่ 1 มิ.ย. พ.ศ. 2564 แทน หมวดหมู่กิจการดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

1.หน่วยงานรัฐ
2.หน่วยงานของรัฐต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ
3.มูลนิธิ สมาคม องค์กรศาสนา และองค์กรไม่แสวงหากำไร
4.กิจการด้านเกษตรกรรม
5.กิจการด้านอุตสาหกรรม
6.กิจการด้านพาณิชยกรรม
7.กิจการด้านการแพทย์และสาธารณสุข
8.กิจการด้านพลังงาน ไอน้ำ น้ำ และการกำจัดของเสีย รวมทั้งกิจการที่เกี่ยวข้อง
9.กิจการด้านการก่อสร้าง
10.กิจการด้านการซ่อมและการบำรุงรักษา
11.กิจการด้านการคมนาคม ขนส่ง และการเก็บสินค้า
12.กิจการด้านการท่องเที่ยว
13.กิจการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ และดิจิทัล
14.กิจการด้านการเงิน การธนาคาร และการประกันภัย
15.กิจการด้านอสังหาริมทรัพย์
16.กิจการด้านประกอบวิชาชีพ
17.กิจการด้านการบริหารและบริการสนับสนุน
18.กิจการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชาการ สังคมสงเคราะห์ และศิลปะ
19.กิจการด้านการศึกษา
20.กิจการด้านความบันเทิงและนันทนาการ
21.กิจการด้านการรักษาความปลอดภัย
22.กิจการในครัวเรือนและวิสาหกิจชุมชน ซึ่งไม่สามารถจำแนกกิจกรรมได้อย่างชัดเจน

WOW ส่งท้าย

หลังจากปรับวิธีหาลีดแล้ว อย่าลืมทดสอบวิธีที่ปรับเปลี่ยนด้วยว่าได้ผลหรือไม่หรือได้ผลดีไม่ดีอย่างไร ซึ่งเราสามารถทำได้ทั้งสองแบบโดยใช้วิธีทดสอบแบบ A/B Testing หรือ Multiple pages Testing ก็ได้

เมื่อได้ลีดลูกค้ามาแล้ว ต้องใช้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดหรือรักษาให้ดี ด้วยการไม่ส่งอีเมลแบบหว่านหรือจู่โจม แต่เตรียมเนื้อหาเพื่อส่งอีเมลหรือโทรติดต่อให้เจาะจงบุคคลหรือธุรกิจที่จะส่ง หวังว่า 10 วิธีที่แนะนำไป จะช่วยให้คุณได้ลีดที่ต้องการ ส่วนใครที่อยากสร้างเว็บไซต์พร้อมระบบเพื่อพัฒนาธุรกิจที่ผู้ใช้งานดูแลจัดการได้ด้วยตัวเองทั้งหมด สามารถติดต่อเพื่อปรึกษา WOW ได้ฟรีไม่มีค่าใชจ่าย เพราะการทำธุรกิจออนไลน์ มีเว็บไซต์ที่ดี ช่วยให้การขายง่ายขึ้นและต่อยอดไปได้ไกลกว่าแน่นอน

อยากทำเว็บไซต์ธุรกิจที่ช่วยสร้างยอดขายได้จริง ปรึกษา WOW ฟรีที่นี่

สมัครรับข่าวสารฟรี

ทำธุรกิจออนไลน์ด้วยความรู้อัพเดต ครบถ้วน เข้าใจง่าย

บทความน่าอ่านในหมวดเดียวกัน

การตลาดโรงแรม, ธุรกิจโรงแรมช่วงโควิด, ผลกระทบโควิด โรงแรม, ธุรกิจโรงแรม covid, ธุรกิจโรงแรม โควิด
Marketing

การตลาดโรงแรม แบบที่พักเล็กๆ โปรโมทช่วงท่องเที่ยวกลับมาฮอตปี 2020 ยังไงดี?

2020 เป็นปีที่วัดใจผู้ประกอบการทุกรายทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ประกอบการสายท่องเที่ยว ที่ปกติแล้ว จะมีช่วงเวลาการท่องเที่ยวหรือ ช่วง High Season (ไฮซีซั่น) ไว้เป็นหลักในการจัดการโรงแรม เช่น การตั้งเป้าหมายของธุรกิจโรงแรม การบริหาร การตลาดโรงแรม ฯลฯ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดอย่างที่รู้กัน แต่แม้ปีนี้ธุรกิจโรงแรมเจอโควิด ไม่เหมือนปีอื่นๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า โรงแรมจะไม่สามารถบริหารจัดการอะไรได้ เพราะโรงแรมสามารถกลับมาเปิดรับแขกเข้าพักได้อีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ได้รับการผ่อนปรนมากขึ้น โจทย์น่ารู้ของนาทีนี้คือ โรงแรมจะเรียกลูกค้า ทำให้โรงแรมเป็นที่รู้จัก

โปรแกรมโรงแรม, ระบบจัดการห้องพัก, ระบบโรงแรม, โปรแกรมจัดการห้องพัก
Marketing

โรงแรมจะใช้ระบบของตัวเองที่มี ดึงลูกค้าคืนจาก OTA ได้อย่างไร?

เป้าหมายหลักของโรงแรมส่วนใหญ่ในการหาลูกค้า คือ การได้ลูกค้าที่จองตรงกับโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นการจองผ่านเว็บโรงแรม(ที่มี โปรแกรมโรงแรม รองรับ) ทางโทรศัพท์ หรือเดินเข้ามาจองที่โรงแรม เพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่โรงแรมได้ส่วนแบ่งกำไรมากที่สุด  จาก 3 วิธีข้างต้น วิธีจองโรงแรมทางออนไลน์เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมที่สุด แต่ช่องทางเดียวกันนี้เองก็มี pain point หรือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดเช่นกัน เพราะต้องยอมรับว่า โรงแรมส่วนมากที่เป็นพันธมิตรกับเอเจนท์ออนไลน์ขายห้องพักและการเดินทาง หรือ OTA จะสู้ OTA เรื่อง SEO