sale page คือ, sales page, landing page คือ

Sales Page คืออะไร? สูตรสร้าง “หน้าขายของ” ให้ขายดีที่คนปั้นยอดขายต้องรู้

Highlights

  • Sale Page หรือ Sales Page คือ หน้าเว็บหน้าหนึ่งของเว็บไซต์ ที่มีหน้าที่จูงใจให้คนที่เข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการจากเว็บฯ
  • การเขียน Sale Page เขียนได้ทั้งสั้นและยาว ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของสินค้าหรือบริการที่จะขาย ว่าต้องการคำอธิบายเยอะหรือไม่
  • รวมเทคนิคที่ต้องทำในหน้า Sale Page ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการขายได้ 

 

เว็บไซต์ธุรกิจทุกไซต์มีเป้าหมายคือ ขายผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ เจ้าของเว็บไซต์จะทำวิธีต่างๆ ให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายเข้ามาที่เว็บไซต์ของตัวเอง เช่น ทำ SEO, SEM หรือแม้แต่การโฆษณาธุรกิจผ่านช่องทางต่างๆ แล้วทิ้งท้ายให้ผู้ที่สนใจเข้ามาที่เว็บไซต์ของตัวเอง แต่หน้าเว็บเพจที่เจ้าของธุรกิจใฝ่ฝันอยากจะมีหรือหวังให้เกิดขึ้นคือ หน้าเว็บเพจที่นำไปสู่การขาย ซึ่งจริงๆ แล้ว ธุรกิจสามารถสร้างหน้าเว็บฯ นี้แยกออกมาได้ต่างหากเลย เรียกว่า หน้า Sale Page คือ อะไร ทำอย่างไรถึงจะให้เกิดขึ้นได้ บทความนี้ WOW จะมาแนะนำ Sale Page ให้รู้จัก, Sale Page แบบไหนที่จะทำให้ลูกค้าซื้อของ และทุกเรื่องเกี่ยวกับหน้าเว็บฯ สุดพิเศษนี้ที่คนตั้งใจปั้นยอดขายต้องรู้จักไว้ให้ดี

Sale Page คือ อะไร?

Sale Page (หรือถ้าสะกดถูกต้องตามหลักภาษาว่า Sales Page แต่ผู้ใช้งานในไทยนิยมใช้คำว่า Sale Page ในบทความนี้ WOW จึงขอใช้ตามความนิยมเพื่อความเข้าใจง่ายๆ) คือ หน้าเว็บหน้าหนึ่งของเว็บไซต์ ที่มีหน้าที่จูงใจให้คนที่เข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการจากเว็บฯ

หน้า Sale Page จะมีคำพูดและรูปแบบที่เชิญชวนคนที่เข้ามายังหน้านี้ รู้สึกอยากทำตามที่ Sale Page นี้บอกมากๆ เช่น ซื้อของ สมัครสมาชิก Sale Page ที่ดีต้องทำให้เกิดความรู้สึกและพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ของ Sale Page ให้ได้

Sale Page กับ Landing Page ต่างกันอย่างไร?

Sale Page กับ Landing Page คล้ายกันตรงที่เกิดขึ้นตามเป้าหมายใหญ่ขององค์กร แต่ต่างตรงที่ Landing Page จะทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการขายก็ได้ เช่น ประชาสัมพันธ์องค์กร ลงทะเบียนรับข่าวสาร เข้าร่วมกิจกรรม ฯลฯ

ยาวหรือสั้น? Sale Page แบบไหนขายง่ายกว่า

หน้า Sale Page แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน Sale Page แบบสั้นๆ (Short-Form Sales Page) เนื้อหากระชับ เหมาะกับการขายของทั่วไป ของใช้ในชีวิตประจำวันหรือที่คนรู้จักกันอยู่แล้ว ไม่ต้องเขียนโน้มน้าวใจมากมาย

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่สินค้าหรือบริการของบริษัทเป็นสินค้าเชิงเทคนิค มีรายละเอียดซับซ้อน ควรใช้ Sale Page แบบยาว (Long-Form Sales Page) เพื่อเขียนอธิบายรายละเอียดให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายเข้าใจมากที่สุด

Sale Page แบบสั้น

ข้อดี :

  • คนเข้ามาในหน้าเว็บทำการซื้อเร็วและง่าย
  • สรุปจุดขายและฟีเจอร์กระชับ เข้าใจง่าย
  • ข้อมูลการขายทั้งหมดจะถูกเห็นทันทีที่เข้ามาในหน้าเว็บ (Above the fold)

ข้อเสีย

  • กลุ่มเป้าหมายอาจจะยังมีข้อสงสัยอยู่
  • ข้อมูลบางอย่างที่มีผลให้คนคลิกเข้าสู่การซื้อ อาจจะไม่ได้ถูกใส่อยู่ใน Sale Page
  • ไม่ค่อยได้ผลในเรื่อง SEO

Sale Page แบบยาว

ข้อดี

  • มีพื้นที่โน้มน้าวใจผู้เข้าชมหน้าเว็บได้มากกว่า
  • มีพื้นที่ชี้แจงข้อสงสัยที่ผู้เข้าชมอาจจะมีอยู่ในใจ
  • มีพื้นที่ทำให้เกิดการซื้อ (Call To Action) ได้หลายจุด
  • ทำ SEO ได้มากกว่า

ข้อเสีย

  • อาจให้ข้อมูลลูกค้ามากเกินไป
  • อาจทำให้หน้าเว็บดูเข้าใจยากหรือน่าเบื่อ

sale page คือ, sales page, landing page คือ

17 สิ่งที่ต้องทำใน Sale Page ถ้าอยากให้ลูกค้าคลิก!

1. รู้จักกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียด

ก่อนจะเขียนหรือออกแบบภาพเชิญชวนใคร ต้องรู้ก่อนว่า คู่สนทนา (ที่เป็นลูกค้าหรือว่าที่ของเรา) คือใคร, เขาต้องการสินค้าหรือบริการอะไรและเป็นแบบไหน หรือเขาไม่ชอบอะไร ยิ่งรู้จักกลุ่มเป้าหมายมากเท่าไหร่ Sale Page ที่ทำจะยิ่งแข็งแรง ดูดึงดูด ชนะใจกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

หนึ่งในวิธีรู้จักและเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่ดีที่สุด คือ การสร้าง Persona หรือตัวตนจำลองของลูกค้าขึ้นมา (ซึ่งต้องวิจัยตลาดก่อน อ่านได้ที่นี่ : วิจัยตลาด : บันได 5 ขั้นสู่หัวใจลูกค้า รู้ไส้คู่แข่ง ตั้งเป้าธุรกิจตรงจุด) ตัวตนจำลองนี้สร้างขึ้นตามข้อมูลของลูกค้าที่จัดหามาในรูปแบบต่างๆ เช่น

  • แบบสำรวจความคิดเห็นของลูกค้า
  • ระบบวิเคราะห์การใช้งานเว็บไซต์
  • ระบบวิเคราะห์การใช้งานโซเชียลมีเดียของบริษัท

2. สร้างโปรโมชันที่ชัดเจน

โปรโมชันดี ลูกค้าก็อยากจะซื้อ แต่ถ้าบริษัทเขียนโปรโมชันไม่เคลียร์ ลูกค้าไม่เข้าใจ พวกเขาอาจจะไม่เสียเวลาถอดรหัสความหมายข้อเสนอของคุณ และหาบริษัทอื่นที่บอกข้อเสนอที่เข้าใจง่ายกว่า

วิธีการสร้างโปรโมชันที่ชัดเจน เริ่มจากการสร้างประโยคหลักขึ้นมา เขียนประโยคนั้นให้ชัดเจนว่า 1. ลูกค้าจะได้อะไร 2. ธุรกิจของเราขายอะไร และ 3. ข้อเสนอโดดเด่นอย่างไร แล้วนำ 3 ประเด็นนี้มาวางเรียงกันดู

หรืออีกวิธีหนึ่งคือ การใช้สูตร XYZ หรือ Value Proposition ของ สตีฟ แบลงค์ เจ้าพ่อสตาร์ตอัพที่มีชื่อเสียงด้านการบริหารและการก่อตั้งธุรกิจแนวสตาร์ตอัพชาวสหรัฐอเมริกา สูตรที่ว่านี้คือ

เราช่วย X ทำ Y ด้วย Z

X คือ คนที่ธุรกิจช่วย หรือกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนั้น Y คือ กิจกรรมที่ธุรกิจทำให้ลูกค้า และ Z คือ เครื่องมือที่ธุรกิจใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น

“WOW ช่วยเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขยายธุรกิจให้โตอย่างก้าวกระโดด(X)

ด้วยการสร้างเว็บไซต์ตามความต้องการและตอบโจทย์ด้านการสร้างยอดขายไม่จำกัดพื้นที่(Y)

โดยผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาเทคโนโลยีและนักออกแบบเว็บไซต์ระดับมืออาชีพ(Z)”

3. ตั้งราคาให้ถูก..ต้อง

ราคาที่ถูก ไม่แพง อาจชนะใจลูกค้าได้เยอะ แต่ธุรกิจมีต้นทุนและเจ้าของธุรกิจไม่สามารถรองรับต้นทุนเพื่อขายของถูกเอาใจลูกค้าได้ตลอดไป ราคาที่ถูกต้องจะทำให้ธุรกิจได้ลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย และทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืน คำถามคือ เราควรตั้งราคาขายให้ถูกต้องอย่างไร

ก่อนอื่น สำรวจตลาดว่าคู่แข่งมีจุดขายของสินค้า/บริการอะไร ตั้งราคากันเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจทราบราคาขายได้ระดับหนึ่ง จากนั้นก็นำตัวเลขนี้มาสร้างเป็นโปรโมชันต่างๆ อาทิ

  • ตัวเลือกราคาหลายๆ แบบ
  • ตั้งชื่อตัวเลือกต่างๆ เช่น แบบมาตรฐาน, แบบพลัส, แบบโปร, แบบพรีเมียม ฯลฯ
  • ตั้งราคาให้ตัวเลขลงท้ายด้วยเลข 9 เพราะเป็นตัวเลขที่ช่วยให้ดูน่าซื้อ

4. หาความยาวของ Sale Page ที่ใช่

อย่างที่เล่าไปแล้วข้างต้นว่า Sale Page มีแบบยาวและสั้น ธุรกิจวิเคราะห์สินค้าของตัวเองแล้ว พอมีไอเดียว่าควรจะเขียนแล้วจะทราบได้อย่างไรว่า หน้าขายของของเราจะต้องยาวแค่ไหน วิธีคือ ลองเขียนสาระสำคัญที่เราต้องการออกมาก่อน หากต้องอธิบายเยอะ ก็เขียนให้เข้าใจง่ายที่สุด

ถ้ายังไม่แน่ใจจริงๆ ว่าความยาวขนาดไหนกำลังดี ให้ลองสร้างออกมาเป็นหน้า Sale Page หลายๆ แบบ เพื่อทดสอบหรือ A/B Testing เพื่อประเมินว่ากลุ่มเป้าหมายที่มาเจอหน้าขาย ชอบแบบไหนมากกว่ากัน โดยวัดจากพฤติกรรมที่กลุ่มเป้าหมายทำตอนอยู่ที่หน้าขายแต่ละหน้า

รับทำ sale page

5. ประโยคแรกต้องปัง ประโยคต่อมาต้องโดน

ประโยคแรกหรือหัวข้อ เป็นข้อความแรกที่เราต้องเขียน และเป็นข้อความที่สำคัญที่สุดด้วย เพราะประโยคนี้ประโยคเดียวมีผลอย่างมากว่า จะทำให้ลูกค้าอยู่ต่อหรือออกจากหน้านั้นไปเลย

ดังนั้น ประโยคแรกจึงต้องปัง ด้วยการเขียนให้สั้นและเข้าใจความไปเลย ส่วนประโยคต่อมาช่วยขยายความของประโยคแรก ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะใช้จุดบอดที่กลุ่มเป้าหมายต้องการความช่วยเหลือ (Pain point) เป็นประโยคแรก เช่น

  • “สร้างยอดขาย ดึงลูกค้าเข้ามาหาเอง ด้วยเว็บไซต์ของคุณ”
  • “หุ่นสวยเนียนกระชับ แค่ใช้เวลา 5 นาทีต่อวัน ได้ยังไง?”
  • “ชอบไหม? ห้องโดยสารกว้าง ประหยัดน้ำมัน วิ่งทางไกลยอดเยี่ยม”

จากนั้น ก็่ต่อด้วยประโยคอธิบายที่ต้องขยายประโยคแรกให้ชัดเจนที่สุด สามารถนำไปสู่การคลิกปุ่มซื้อผลิตภัณฑ์ได้เลยยิ่งดี

6. อธิบายรายละเอียดผลิตภัณฑ์

เปิดหัวข้อไปแล้วก็ได้เวลาอธิบายรายละเอียดว่า ผลิตภัณฑ์ที่จะขายคืออะไร ประโยชน์ของมันคืออะไร ตรงจุดนี้ให้เราพูดถึงปัญหาที่กลุ่มเป้าหมายเจอและชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ของเราแก้ไขปัญหาของพวกเขาได้อย่างไร ยิ่งอธิบายได้ดี มีเอกลักษณ์น่าสนใจ อธิบายได้มองเห็นภาพได้ชัดเจนเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้นทั้งเรื่องSEO รวมถึงดึงดูดใจและสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าหรือผู้สนใจด้วย

ตัวอย่างเช่น โปรแกรม Sale Page ของ WOW แสดงฟีเจอร์ต่างๆ ที่อธิบายรายละเอียดให้ผู้ชมเว็บเพจทราบว่า Sale Page ของ WOW ช่วยให้ธุรกิจที่เลือกใช้งานสะดวกขึ้นอย่างไร

sale page คือ, sales page, landing page คือ

WOW จะอธิบาย Feature ต่างๆ ของเว็บไซต์ที่รับออกแบบ หลังจากหน้าเปิด ผู้เข้าชมเว็บไซต์จะเห็นข้อมูล Feature และประโยชน์ที่จะได้รับจากระบบเว็บไซต์ ทันทีที่เลื่อนหน้าเว็บเพจลงมาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น นี่เป็นตัวอย่างเว็บฯ E-Learning ผลิตภัณฑ์เว็บไซต์ล่าสุดของ WOW

sales page คือ, sales page, landing page คือ

7. เขียนให้อ่านง่ายๆ

นักการตลาดมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะบอกลูกค้า แต่จะบอกยังไงให้ 1. ลูกค้าอยากฟัง และ 2. ข้อมูลสำคัญย่อยเข้าสู่การรับรู้ของลูกค้าง่ายที่สุด เพราะเคยเป็นกันไหมว่า มีคนมาเสนอขายของให้กับเรา แต่พนักงานขายเอาแต่พูดๆๆๆ จนคนฟังเกิดอาการที่เรียกว่า ได้ยินแต่ไม่ได้ฟังอะไรเลย ซึ่งเป็นไปได้ว่า ข้อมูลการขายมากเกินไปหรือวิธีการนำเสนอไม่น่าสนใจ

ทิปส์ง่ายๆ สำหรับการเขียนคำโฆษณาที่ใช้กันทั่วไปคือ ทำให้สแกนอ่านได้ หมายความว่า แค่สแกนสายตาหรือกวาดสายตาอ่านก็จับใจความได้แล้ว ซึ่งการสแกนสายตาจะมีความตั้งใจน้อยกว่าการอ่านปกติ ซึ่งเป็นพฤติกรรมส่วนมากของผู้เสพเนื้อหาในเวลานี้

ถ้าผู้สร้างเนื้อหาอยากทำให้เนื้อหาที่สร้างมีประสิทธิภาพ เคล็ดลับในการสร้างเนื้อหาที่สแกนอ่านได้ง่าย เช่น

  • มีประโยคหลักฮุกคนอ่านให้สนใจ
  • มีหัวข้อย่อย
  • มีประโยคสั้นและยาวผสมกัน
  • มีย่อหน้า
  • มี bullet point
  • มีประโยคคมๆ หรือชวนจำ (Quote)
  • ใช้ฟ้อนท์ที่อ่านง่าย และเลือกขนาดที่ใหญ่พอดี (Google แนะนำขนาดขั้นต่ำคือ 16 pt)

8. ใช้ภาษาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์

การใช้ภาษาที่ถูกต้อง เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ทราบว่า ผู้ทำเว็บไซต์เข้าใจเขา เมื่อเข้าใจก็มีแนวโน้มสูงที่จะช่วยแก้ปัญหา ให้คำตอบหรือมอบสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ เทคนิคการปรับใช้ภาษาที่เห็นใช้กันบ่อยก็เช่น

  • เรียกผู้เข้าชมเว็บไซต์ (ซึ่งคาดการณ์คร่าวๆ ว่าเป็นลูกค้าหรือผู้สนใจในผลิตภัณฑ์) ว่า “คุณ”
  • สร้างความรู้สึกเหมือนว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกันด้วยสรรพนาม “เรา”
  • แสดงให้ผู้เสพเนื้อหารู้สึกว่าเว็บฯ มีความเข้าอกเข้าใจ
  • บอกเล่าเรื่องราวที่เข้าถึงได้
  • ใช้คำแสดงถึงพลังหรือความเป็นไปได้ที่จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้จริง

9. จัดการเงื่อนไขที่ทำให้ลูกค้าไม่คิดจะซื้อทันที

ผู้เข้าชมเว็บฯ ส่วนหนึ่งพร้อมที่จะซื้อตั้งแต่ตอนที่เข้ามาในหน้า Sale Page แล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งก็ยังมีข้อสงสัยหรือสิ่งที่ทำให้ลังเลใจ ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้คนมักจะคิดหาเหตุผลที่ทำให้ตัวเองไม่ต้องเสียเงิน ทำไมถึงไม่ควรซื้อ Sale Page ต้องโน้มน้าวคนกลุ่มนี้ให้เปลี่ยนใจ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น

  • โปรโมชันหรือส่วนลดภายในระยะเวลาจำกัด อาจจะใส่ไว้มุมบนของหน้า Sale Page หรือเป็น pop up ลอยตามหน้า Sale Page
  • บอกว่า ผลิตภัณฑ์นี้เหมาะกับใคร
  • หากราคาไม่ใช่จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ อาจเน้นถึง “คุณค่า” ของสินค้า/บริการให้เด่นขึ้น และใช้กลยุทธ์การตั้งราคาที่เล่าไปก่อนหน้านี้
  • ยก “ความคิดเห็นของลูกค้า/พาร์ทเนอร์ธุรกิจ” ขึ้นมาให้เด่น ว่าผลิตภัณฑ์และธุรกิจของเราเชื่อถือได้จริงๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่จะพูดถึงต่อไป

10. เพิ่มประเด็นความน่าเชื่อถือ

ผลสำรวจน่าสนใจเกี่ยวกับแรงจูงใจในการซื้อสินค้าและบริการ คือ ลูกค้าที่เป็นบริษัทกว่า 90% จะซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัท (B2B) ที่เชื่อถือ และ 78% ของลูกค้าจะไปหาแบรนด์ที่ตัวเองเชื่อถือก่อนเวลาจะทำการซื้อ

ข้อมูลการตลาดจำนวนมากยังชี้ว่า ความน่าเชื่อถือหรือเครดิต เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดยอดขายได้ ข้อมูลความน่าเชื่อถือที่ใส่ไปในหน้า Sale Page ได้ ก็เช่น

  • ข้อพิสูจน์ความสำเร็จที่เราทำได้ขึ้นมา เช่น Google ranking ของเว็บไซต์ลูกค้า (ธุรกิจสร้างเว็บไซต์)
  • ความคิดเห็นของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์ของเรา หรือความคิดเห็นของลูกค้าบนโซเชียลมีเดียของธุรกิจเรา
  • เสนอเงื่อนไข “ไม่พอใจยินดีคืนเงิน” หรือ “ทำไม่ได้ ยินดีคืนเงิน” เป็นต้น

sales page คือ, sales page, landing page คือ banner-Promotion-LMS-Add-EL

ประสบการณ์ด้านอายุงาน ผลงานการทำเว็บไซต์ และมาตรฐานการดูแลลูกค้า ที่ WOW ยกมาเป็นไฮไลต์ของธุรกิจ

หรืออาจจะเพิ่ม pop up แสดงความเคลื่อนไหวบนเว็บไซต์แบบ real-time ว่ามีคนกำลังดูสินค้า/บริการเดียวกันนี้กี่คน (เหมาะสำหรับธุรกิจที่เริ่มขายดีมากแล้วระดับหนึ่ง) ก็จะช่วยให้ผู้เข้าชมเว็บฯ รู้สึกว่า มีคนมีความรู้สึกร่วมกันกับตัวเองอยู่เหมือนกัน ตัวเองคิดถูกแล้วที่สนใจ Sale Page หน้านี้

11. ใส่ภาพและวิดีโอ

เขียนอย่างเดียวไม่มีภาพเลย Sale Page ก็อาจจะดูจืดชืด หรือลูกค้าไม่เห็นภาพสินค้า/บริการดีเท่าที่ควร Sale Page ที่ดีควรมีภาพประกอบด้วย ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ภาพหรือวิดีโอแสดงถึงคนจริงๆ ผลิตภัณฑ์จริง บริษัทจริง ทีมงานจริง ช่วยให้หน้า Sale Page มีเอกลักษณ์และดูน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น

เคล็ดลับของการเพิ่มคลิปวิดีโอในหน้าเว็บเพจแบบที่ไม่เพิ่มเวลาโหลดหน้าเว็บฯ คือ การใส่วิดีโอเป็น pop up ในหน้านั้น ให้มันโผล่ขึ้นมาด้านข้างของหน้าเว็บเพจ แทนที่จะต้องโหลดขึ้นมาพร้อมกับหน้าเว็บ ที่จะทำให้หน้าเว็บฯ โหลดช้าและเพิ่มโอกาสการปิดหน้าเว็บฯ ทิ้งได้

12. ตัดสิ่งรบกวนออก

บางครั้งก็กลายเป็นรูปแบบหรือคำโฆษณาบนหน้า Sale Page เสียเองที่รบกวนสายตาหรือความสนใจของผู้เข้าชมที่ต้องมีกับผลิตภัณฑ์บน Sale Page สิ่งรบกวน ก็ได้แก่

  • หัวข้อหลักและหัวข้อย่อยที่มากเกินไป
  • แถบเลือกหน้าเว็บเพจอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้างของเว็บเพจ

สิ่งที่ควรมีคือ ปุ่มที่ควรมีให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์กดคือ ปุ่มดาวน์โหลดเนื้อหาเพื่ออ่านต่อ (ซึ่งผู้อ่านต้องลงทะเบียนสำหรับการติดต่อเอาไว้) กดติดต่อพนักงานขาย หรือทดลองฟรี ซึ่งควรไว้ด้านล่างหลังจากที่ผู้เข้าชมเว็บฯ เลื่อนอ่านเนื้อหาจนได้สาระในระดับหนึ่งแล้ว

13. ออกแบบให้เข้ากับเครื่องมือหลายรูปแบบ

ปัจจุบัน ผู้เข้าชมเว็บไซต์เข้าด้วยเครื่องมือหลากหลาย เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โดยทุกวันนี้ อัตราส่วนของการเข้าเว็บไซต์ด้วยสมาร์ทโฟนยังมีแนวโน้มมากขึ้น เวลาทำ Sale Page จึงควรเลือกระบบเว็บไซต์ที่รองรับการออกแบบที่เข้ากับเครื่องมือใช้งานหลายรูปแบบ (Responsive Design) ตั้งแต่แรก

14. ใส่จุด Call to Action หลายที่

ปุ่ม Call to Action (CTA) เรียกง่ายๆ คือ ปุ่มบอกให้ทำอะไรสักอย่าง เป้าหมายของปุ่ม Call to Action คือ ผู้เข้าชมเว็บฯ หน้า Sale Page สั้นอาจจะมีปุ่ม Call to Action ที่เดียว แต่หากหน้าเว็บฯ ยาว อาจจะใส่ปุ่ม Call to Action ไว้หลายที่ได้

ข้อความที่อยู่บนปุ่ม Call to Action ควรเกี่ยวข้องกับเนื้อหาข้างเคียง, บอกว่าคลิกไปแล้วดีอย่างไร ใช้คำพูดเชิญชวนกึ่งสั่ง หรือแสดงถึงคุณค่าที่มอบให้ผู้คลิก

sales page, landing page คือ

ตัวอย่าง Call to Action ชวนคนทดลองหน้าเว็บฯ E-Learning

15. ใส่ปุ่มแชร์หน้าเว็บฯ

สินค้า/บริการของเว็บฯ ที่น่าสนใจอาจไม่ได้จบลงที่การซื้อขายเสมอไป โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่นิยมการ “บอกต่อ” ซึ่งผู้เข้าชมหน้า Sale Page อาจจะไม่ใช่ลูกค้าของเรา แต่เป็นนักประชาสัมพันธ์ให้กับเราได้ ธุรกิจได้ Awareness แบบฟรีๆ เพียงแค่เราใส่ปุ่มแชร์ลงโซเชียลมีเดียเข้าไปในหน้าเว็บเพจนั้น

16. ใส่กล่องแชทตอบคำถาม

การทำธุรกิจในปัจจุบันมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง การได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นเรื่องที่ง่าย แต่การรักษาเอาไว้กลับเป็นเรื่องที่ยาก เพราะลูกค้ามีตัวเลือกเยอะ หากหลุดไปจากเราแล้ว เขาสามารถไปหาร้านคู่แข่งที่พร้อมจะต้อนรับตอบรับเราได้เร็วกว่าเสมอ

กล่องแชทตอบคำถามลูกค้าจึงเป็นตัวช่วยที่หลายธุรกิจเริ่มหันมาใช้กัน เพื่อดึงดูดลูกค้าให้อยู่ เพื่อตอบข้อสงสัยที่ไม่มีในหน้าเว็บขาย หรืออย่างน้อยก็ได้ข้อมูลของลูกค้า ซึ่งสามารถนำไปใช้ต่อยอดสู่การขายต่อไปได้

17. สร้างหน้าคำถามที่พบบ่อย (FAQ) ไว้ในเว็บ

FAQ ย่อมาจาก Frequent Asked Question แปลว่า คำถามที่ถามบ่อย หรือคำถามที่พบบ่อย บางครั้งผู้เข้าชมเว็บฯ อาจมีคำถามแนวทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยรวม

ซึ่งเว็บไซต์สามารถทำปุ่มหน้าเว็บเพจ FAQ ลอยเอาไว้มุมหน้าจอสำหรับคลิกเพื่อไปสู่หน้า FAQ อีกหน้าหนึ่งก็ได้ (แต่ควรให้เป็นการเปิดเพิ่ม ไม่ใช่ออกจากหน้า Sale page ไปเลย) หรือถ้าคำถามไม่มากก็ทำเป็นข้อมูลคลิกแล้วมีข้อมูลเลื่อนลงมาก็ได้

WOW ส่งท้าย

การทำ Sale Page เป็นเรื่องของการเลือกใช้เทคนิคที่ว่ามาทั้งหมด ว่าเทคนิคไหนที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ แล้วมาปรับใช้

แต่วิธีการที่ดีที่สุดในการทำ Sale Page ที่สร้างยอดขายมากได้จริงๆ นักการตลาดต้องหมั่นศึกษาพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งทำได้ผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น Google Analytics, การทำลิงค์ UTM ฯลฯ แล้วนำวิเคราะห์เพื่อปรับหรือทดลองให้หน้า Sale Page ที่ทำ สามารถสร้างยอดขายได้จริงหรือได้ดียิ่งๆ ขึ้น แต่หากต้องการ Sale Page แบบสำเร็จพร้อมขาย มีผู้เชี่ยวชาญด้านระบบคอยดูแลตลอด WOW มีบริการรับทำ Sale Page ปรึกษาได้ฟรีตอนนี้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

อ้างอิง :

optinmonster.com, crazyegg.com

อยากทำเว็บไซต์ธุรกิจที่ช่วยสร้างยอดขายได้จริง ปรึกษา WOW ฟรีที่นี่

สมัครรับข่าวสารฟรี

ทำธุรกิจออนไลน์ด้วยความรู้อัพเดต ครบถ้วน เข้าใจง่าย

บทความน่าอ่านในหมวดเดียวกัน

หาลีดลูกค้า, รายชื่อลูกค้า, รายชื่อเบอร์โทร
Marketing

หาลูกค้าง่ายๆ ด้วย 10 วิธีหาลีดลูกค้า ผ่านหน้าจอก็เจอกลุ่มเป้าหมายได้

การ หาลีดลูกค้า หรือข้อมูลของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพื่อให้บริษัทห้างร้านนำเสนอสินค้าหรือบริการ เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำธุรกิจที่ทุกบริษัทนิยมทำกัน แต่การใส่ปุ่ม “คลิกเพื่อส่งอีเมล” ไว้เฉยๆ อาจไม่ช่วยหาข้อมูลลูกค้าเข้าบริษัทได้มากพอ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นภารกิจของทีมการตลาดและออกแบบดีไซน์ ที่ต้องร่วมมือกันสร้างกลยุทธ์ที่ทำให้ลูกค้ามอบข้อมูลให้ บทความนี้ WOW รวมไอเดียการหาลีดลูกค้าด้วยเว็บไซต์ของเราเองและบนโลกอินเตอร์เน็ตที่ง่ายและได้ผลดีจริง ที่สำคัญคือ นำไปปรับใช้ได้ในทุกธุรกิจด้วย ลีดนี้..มาจากไหน ก่อนจะไปดูวิธีหาลีดลูกค้า มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับลีดลูกค้า และขั้นตอนต่างๆ กันก่อน คำว่า ลีด (Lead) หรือลีดลูกค้า ในแง่ของการตลาด

อีเมลขายของ, email marketing, ส่งอีเมล, อีเมล
Marketing

5 อีเมลขายของ ที่น่าคลิกอ่าน จากลูกค้าครั้งแรกเป็นลูกค้าประจำ..คุณสร้างได้!

Highlights อีเมลขายของ หรือ Email Marketing เป็นวิธีขายของสุดคลาสสิค ที่บริษัทห้างร้านเลือกใช้กัน แม้ช่วงที่ผ่านมาจะเป็นยุคเฟื่องฟูของโซเชียลมีเดีย WOW รวม 5 วิธีทำอีเมลจากบริษัทเปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้กลายเป็น “ลูกค้าประจำ” ที่สร้างมูลค่าให้ธุรกิจได้มหาศาลและชัดเจนแบบที่ควบคุมต้นทุนและแบรนดิ้งได้   ใครๆ ก็หาลูกค้าใหม่ได้ แต่การทำให้ลูกค้าใหม่กลายเป็นลูกค้าประจำ แต่ละองค์กรยังคงต้องค้นหาและทดลองเพื่อให้ได้สูตรที่ใช่ของตัวเอง ซึ่งแปลว่าไม่มีสูตรตายตัว ธุรกิจสามารถหยิบจับพลิกแพลงได้เสมอ กระนั้นเอง “อีเมลขายของ” หรือ Email